ฟื้นฟูต้นน้ำยม ปีที่ 4 ปลูกป่า ปลูกใจ ปลูกคน

ฟื้นฟูต้นน้ำยม ปีที่ 4 ปลูกป่า ปลูกใจ ปลูกคน

 


สถานการณ์ป่าไม้ไทย ต้องบอกว่า น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง จากเดิมเมื่อปี 2504 มีป่าไม้อยู่ 53.33% ของพื้นที่ทั้งหมด พอมาปี 2541 เราเหลือป่าไม้อยู่ 25.28% ที่นับว่าเลวร้ายที่สุด จนเป็นชนวนเหตุให้มีการตื่นตัวเรื่องป่ากันขึ้น ในปี 2557 จึงมีป่าเพิ่มเป็น 31.62% ซึ่งเมื่อถึงปัจจุบันนี้ เรามีป่าไม้ทั้งสิ้น 102,488,302.19 ไร่ หรือ 31.58% ของพื้นที่ทั้งหมด
หากคิดคำนวนพื้นที่ป่าเป็นรายภาคแล้ว พบว่าภาคเหนือมีพื้นที่มากที่สุด(คิดตามเปอร์เซ็นต์)คือจำนวน 38,533,429.40 หรือ 64.17% รองลงมาคือภาคตะวันตกมี 20,108,513.54 หรือ 59.08% ภาคใต้มี 11,207,228.70 หรือ 24.28% ภาคตะวันออกมี 4,725,162.36 หรือ 21.93% ภาคกลางมี 12,163,869.66 หรือ 21.37% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 15,750,098.53 หรือ 15.03 %
ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ ไทยมีพื้นที่ป่าไม้มากเป็นอันดับ 9 ของอาเซียน อันดับที่ 16 ของเอเซีย และอันดับที่ 118 ของโลก ซึ่งทั้ง 3 กลุ่ม 3 อันดับ ต้องถือว่า ไม่ใช่ตัวเลขที่ดี และไม่น่าพอใจนัก


ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อปี 2541 แต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง จนนำไปสู่นโยบายเร่งด่วนของภาครัฐ ที่ต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้นจนถึงระดับ 55% ของพื้นที่ทั้งหมด ไม่เช่นนั้น เราอาจจะต้องผจญกับกฤติภัยแล้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
ชมรมคอลัมน์นิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งมีสมาชิกทั้งผู้สื่อข่าว คอลัมน์นิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ ไปจนถึงสื่อออนไลน์ อีกหลายท่าน ต่างคนต่างเดินทางไปหลายๆที่ หลายๆจังหวัด ก็ได้พบเห็นความเสื่อมโทรมของป่าไม้ในบ้านเรา จึงได้ตระหนักในเรื่องนี้ อีกทั้งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ“ต้นน้ำยม” อันเป็นหนึ่งในแม่น้ำหลัก 4 สายคือปิง วัง ยม น่าน หากแต่แม่น้ำยม เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่อย่างได
จึงได้มีแนวคิดที่จะฟื้นฟูต้นน้ำยมกันอย่างจริงจัง ซึ่งก็ได้รับเกียรติอย่างสูงจากองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนที่เข้ามาร่วมดำเนินการกับชมรมฯ จึงได้เริ่มโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูต้นน้ำยมมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นปีที่ 4 แล้ว
โดยปีแรก เป็นโครงการปลูกป่าประชารัฐ ฟื้นฟูต้นน้ำยมปีที่ 1 เมื่อวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2559 ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง อ.ปง จ.พะเยา ด้วยพื้นที่ปลูกป่าทั้งสิ้น 84 ไร่
ในปีที่ 2 เป็นโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม เฉลิมพระเกียรติฯปีที่ 2 ในวันที่ 13-14 สิงหาคม 2560 ได้ทำการปลูกป่าที่ดอยผาช้าง บ้านต้นฝาง หมู่ 5 ต.ออย อ.ปง จ.พะเยา ในพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 25 ไร่


ในปีที่ 3 เป็นโครงการพัฒนาและฟื้นฟูต้นน้ำยมปีที่ 3 ในวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2561 และปลูกป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ อ.ปง จ.พะเยา เป็นจำนวน 150 ไร่
และในปีที่ 4 นี้ เป็นโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยมปีที่ 4 ในวันที่ 14-15 กันยายน 2562 พร้อมเดินทางปลูกป่าในพื้นที่ป่าห้วยดงดำ ต.นาปรัง อ.ปง จ.พะเยา จำนวน 300 ไร่
อีกทั้งคำถามมากมาย ว่าเหตุไดจึงมาปักธงที่ อำเภอปง จังหวัดพะเยา เท่านั้น ไม่คิดขยับขยายไปที่แห่งอื่นเพื่อความทั่วถึงหรืออย่างไร
ซึ่งเรื่องนี้ นายณรงค์ ปานนอก ประธานชมรมคอลัมน์นิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทยได้มีคำตอบชัดเจนว่า การปลูกป่านั้น ทำได้อย่างอย่าง หลายวิธีการ ซึ่งก็คือ จะเปลี่ยนที่ปลูกไปเรื่อยๆก็ดี หรือจะปลูกในบริเวณเดียวก็ดี หรืออาจจะปลูกๆหยุดๆก็ดี ล้วนแต่ทำได้ทั้งนั้น แล้วแต่ความเหมาะสมกับตัวตนคนปลูกหรือผู้ดำเนินการ
ในส่วนชมรมคอลัมน์นิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทยนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นเพียงกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในวิชาชีพสื่อสารมวลชน และเป็นชมรมเล็กๆชมรมหนึ่ง หากต้องตระเวนไปทำหลายๆที่ หลายๆแห่ง ดูจะเป็นเรื่องที่ยากอย่างมาก จนอาจจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินการให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้


ในขณะที่แนวคิดปลูกป่าและพัฒนาต้นน้ำในที่เดียวคือต้นน้ำยมแห่งนี้ จึงเหมาะสมยิ่ง ทั้งมีกลุ่มคนที่มีศักยภาพคอยร่วมประสานงานอย่างดี ทำให้เกิดประโยชน์ตามแนวทางและทิศทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะแนวทางศาสตร์พระราชที่คนไทยมุ่งหวังจะเดินตามรอยพระองค์ท่านมาตลอด
ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ที่เราได้พบกับความเป็นปึกแผ่น การร่วมแรงร่วมใจ การตื่นตัวของพี่น้อง ที่ทำกิจกรรมทั้งปลูกป่า บวชป่า ฝายน้ำล้น ซึ่งล่าสุดได้มีการเปิดศูนย์เรียนร็ขึ้นมา ก็เป็นเพราะการร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องในพื้นที่ดังกล่าว
ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าภาพหลักในครั้งนี้ ก็ได้เล็งเห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำ เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำลำธาร จึงได้มอบนโยบายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง ในการวางแผนการดำเนินงานต่าง ๆ ที่สอดคล้องและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารไปด้วย โดยมีวัตุประสงค์เพื่อร่วมมือกันเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 55% ภายในปี 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นผลสำเร็จที่ต่อยอดจากการปลูกป่าต้นน้ำยม ที่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตัวให้กับทุกภาคส่วน เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาป่าต้นน้ำลำธารไว้ให้คนรุ่นหลัง


ทั้งนี้ รอ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานการดำเนินงานโครงการพัฒนาและฟื้นฟูต้นน้ำยมปีที่ 4 และเป็นชาวพะเยาโดยกำเนิด ได้ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในครั้งนี้ พร้อมทั้งแสดงความเป็นห่วงว่า ถ้าไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ได้ 55% ตามเป้าหมายแล้ว ไทยเราคงต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน จึงยินดีสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพื่อลูกหลานได้มีน้ำใช้ และให้ประเทศไทยยังคงมีคำว่า ในน้ำปีปลา ในนามีข้าวตลอดไป
ส่วนนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ และที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ที่เป็นคนพื้นเพจังหวัดพะเยา สายเลือดคนต้นน้ำยม พร้อมทั้งให้การสนับสนุนชมรมฯในการพัฒนาและฟื้นฟูต้นน้ำยมมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มั่นใจว่าโครงการนี้จะไปได้ดีและเชื่อว่าป่าไม้คือหัวใจในการพัฒนาต้นน้ำยม พร้อมพูดถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำว่า เมื่อต้นน้ำมีป่า คนกลางน้ำ ปลายน้ำ ก็จะมีน้ำใช้เช่นกัน
สุดท้ายจึงขอบคุณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ บริษัท ปตท จำกัด(มหาชน) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บริษัท บีซีพีจี จำกัด(มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ข้าวตราฉัตร บริษัทวิริยะประกันภัย ฟิล์มลามิน่า และบริษัทเพาเวอร์เมติค ที่ร่วมมือและให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด

Related posts