“ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวอินโดนีเซียปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์”

“ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวอินโดนีเซียปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์”

 

วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 14.00 น ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ ผบช.ทท., พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ ,พล.ต.ต.อังกรู คล้ายคลึง รอง ผบช.ทท. ,พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา,พ.ต.อ.อำนาจ โฉมฉาย รอง ผบก.ทท.1, และ พ.ต.อ.เกื้อกมล ดวงประทีป ผกก.1 บก.ทท.1 ดำเนินการกวดขันจับกุมกลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามากระทำความผิดในประเทศไทยในลักษณะขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของ ประเทศไทย นั้น

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 บช.ทท. ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน และธนาคารซิตี้แบงก์ ให้ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตปลอมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหาคร จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 สามารถจับกุมผู้ต้องหากระทำความผิดได้ จำนวน 2 ราย คือ


1. นายอเล็กซานเดอร์ เอ็ดดีเลียส(MR.ALEXANDER ADELIUS)อายุ 32 ปี สัญชาติอินโดนีเซีย
2. นางสาวเอสตี้ รัสเดียร์น่า(MS.ESTI RUSDIANA) อายุ 33 ปี สัญชาติอินโดนีเซีย
ซึ่งจับกุมได้บริเวณห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ กรุงเทพฯพร้อมของกลางคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง เครื่องบันทึกข้อมูลลงแถบแม่เหล็ก จำนวน 1 เครื่อง บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม จำนวน 22 ใบ ,บัตรอิเล็กทรอนิกส์ผู้อื่น จำนวน 2 ใบ และสลิปยอดการใช้บัตรูดจากเครื่องอนุมัติเงินสดอัตโนมัติ จำนวน 24 ใบ


จึงได้แจ้งข้อหา “ร่วมกันมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอมหรือแปลงฯโทษจำคุกตั้งแต่ 1- 7 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 140,000 บาท” “ร่วมกันมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นฯโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท” และ ร่วมกันมีเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์โทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสน. พญาไท เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

พฤติการณ์การก่อเหตุ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนได้ซื้อข้อมูลจากเว็บไซต์ตลาดมืดในอินเทอร์เน็ต และนำมาลงข้อมูลในบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัตรเครดิตที่มีแถบแม่เหล็ก จากนั้นจะนำมารูดซื้อสินค้าหรือรูดเป็นเงินสดโดยจะตะเวนก่อเหตุในย่านห้างสรรพสินค้าดังๆหรือที่มีผู้คนพลุ่กพล่านใช้บริการมากๆ ซึ่งจะจับผิดสังเกตได้ยาก ซึ่งได้สร้างข้อมูลความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ขอฝากถึงผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ ให้ช่วยกันตรวจสอบผู้ที่นำบัตรมารูดซื้อสินค้า ว่าเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการก่อเหตุของกลุ่มมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าวด้วย

……………………………………..
@เล็ก บก.Cop Hero Thailand รายงาน

Related posts