DSI ทลายเครือข่ายปล่อยเงินกู้ผ่านแอปพลิเคชัน (ชมคลิป)

DSI ทลายเครือข่ายปล่อยเงินกู้ผ่านแอปพลิเคชัน

 

 

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ติดตามสถานการณ์ความเดือดร้อนและผลกระทบของประชาชนจากการกู้ยืมเงินผ่านแอปพลิเคชันที่มีมากกว่า 30 แอปพลิเคชัน จนล่าสุดได้มีการแจ้งผ่านแอปพลิเคชันของ DSI ” รู้ทัน- Rootan” ให้ข้อมูลเบาะแสรูปแบบการให้กู้ยืมผ่านแอปพลิเคชันโดยหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ คิดค่าธรรมเนียม เพื่ออำพรางการคิดดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด (คำนวณแล้วสูงถึงร้อยละ 750 – 2,500 ต่อปี) และมีการติดตามทวงถามหนี้ที่โดยเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของลูกหนี้ พร้อมข่มขู่ประจาน ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อยและเกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง


ต่อมาเมื่อวันพุธที่ 13 มกราคม 2563 พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพันตำรวจโท สุภัทธ์ ธรรมธนารักษ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ พันตำรวจโท วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ศูนย์สืบสวนไซเบอร์ และศูนย์สืบสวนสะกดรอย และการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานประกอบการในกรุงเทพฯ จำนวน 2 แห่ง พร้อมยึดของกลางอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หลายรายการ และจับกุมนายปิน หลิว (BIN LUY) อายุ 35 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันให้กู้ยืมเงินหรืออำพรางการกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด พบว่า เป้าหมายที่เข้าตรวจค้น มีความเกี่ยวข้องกับการโฆษณาให้ประชาชนเข้าไปลงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ โดยให้กรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลและอนุญาตให้แอปพลิเคชันนั้นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผ่านทาง Facebook LINE โทรศัพท์มือถือ

หรือแม้แต่หมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการให้กู้ยืมเงินผ่านแอปต่าง ๆ ผู้กู้จะไม่ได้รับเงินเต็มจำนวน โดยแอปพลิเคชันเงินกู้ดังกล่าวจะมีการหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น กู้ยืมเงิน 4,000 บาท ผู้กู้จะได้รับเงินเพียง 2,600 บาท โดยเงิน 4,000 บาท จะต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 14 วัน หากลูกหนี้ไม่ชำระคืนจะมีค่าปรับตามจำนวนอัตราที่แอปพลิเคชันนั้นกำหนดไว้ เช่น กู้เงิน 4,000 บาท หากส่งคืนล่าช้า จะมีค่าปรับวันละ 400 – 600 บาท และจะมีการทวงถามไปยังบุคคลใกล้ชิดของผู้กู้ ตามที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดโทรศัพท์ที่แอปพลิเคชันนั้นได้ข้อมูลไป มีการเอารูปภาพไปประจาน นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่คุกคามผู้กู้และคนใกล้ชิด ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง บางรายถึงขั้นถูกไล่ออกจากงาน


พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่า มีคนต่างด้าวเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นนายทุนอยู่เบื้องหลัง มีการสร้างแอปพลิเคชันโดยจะตั้งชื่อ เลียนบริษัทที่มีชื่อเสียง True Cash, Cash 2 you เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มกวดขันมากขึ้น ก็จะเปลี่ยนชื่อและกระทำในลักษณะเดียวกันมากกว่า 30 แอปพลิเคชัน เช่น มีเหรียญ ให้กู้เถอะ ยืมเงินด่วน กู้ง่าย Cash 24 h Big Money Cash Loan เป็นต้น ตรวจสอบเบื้องต้นตั้งแต่ปลายปี 2562 พบบัญชีผู้เกี่ยวข้อง 15 บัญชี มียอดเงินหมุนเวียนกว่า 1,500 ล้านบาท และในวันเดียวกัน (13 มกราคม 2564) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้อายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกว่า 157 บัญชี เพื่อขยายผลให้ถึงเครือข่ายและตัวการใหญ่ต่อไป


อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวต่อว่า ในการตรวจค้นจับกุมช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโรค โควิด – 19 นั้น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน Universal Precautions (UP) ตามแนวทางที่ได้ร่วมหารือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และขอขอบคุณอธิบดีกรมควบคุมโรคที่ให้คำแนะนำและมอบหมายเจ้าหน้าที่มาร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย โดยขอเตือนให้ประชาชนระวังอย่าเปิดบัญชีเงินฝากให้กับมิจฉาชีพเพราะอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และหากท่านพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งเบาะแสได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน รู้ทัน : Rootan ของศูนย์สืบสวนไซเบอร์ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

Related posts